2007/May/30

ดือนที่แล้ว ผมเวียนตารางการทำงานผ่านแผนกห้องฉุกเฉินของรพ.แห่งหนึ่ง

ครับ หน้าที่ของผมในตอนนั้นคือนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดประจำห้องตรวจโรค ซึ่งต้องรับผู้ป่วยมากหน้าหลายตา เพื่อที่จะสอบถามประวัติอาการเจ็บป่วย ตรวจร่างกาย ทำการวินิจฉัย และสั่งการรักษาจ่ายยาหรือจับผู้ป่วยขึ้นนอนรพ.เพื่อรักษาต่อไป

แล้วมันน่าสนใจตรงไหนฟะ? (ถามตัวเอง)

คืองี้ครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า

ประมาณ 2 ทุ่มเศษของคืนฝนพรำวันหนึ่ง ขณะที่ผมว่างจากการตรวจคนไข้นั่งสูดอากาศให้เปลืองไปเปล่าๆนั้น มีเสียงของพยาบาลห้องตรวจนางหนึ่งดังขึ้นข้างหูผม

"น้องExt.(Extern) น้องพอจะไปสปีคๆกับคุณข้างนอกเขาหน่อยได้มั้ย?"

ผมหันไปมองคุณพี่พยาบาล แล้วหันตามทิศทางการบุ้ยปากของเธอไปทางประตูหน้าห้องฉุกเฉิน

ที่นั่นมีคู่สามีภรรยา + บุตรสาววัยกำลังโต หน้าตาออกแขกๆเหมือนแขกขาวทางตะวันออกกลางมากกว่าแขกอินเดียที่เห็นกันบ่อยๆ ฝ่ายสามีกำลังปลอบภรรยาที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่โดยมีเด็กน้อยวิ่งไปวิ่งมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

อืม...ผมคิดในใจไม่น่าจะยากอะไรมั้ง คุยเป็นภาษาปะกิดไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา เอาวะ...

"ให้เข้ามาทางนี้เลยครับ" ผมร้องตอบออกไป...

แล้วสามีแขกขาวก็กึ่งจูงกึ่งลากภรรยาเข้ามา อายุของทั้งคู่ราวๆ 30ปลายๆส่วนลูกสาวเธอก็วิ่งตามเข้ามาอย่างกระตือรือร้น

"Good Evening, Mister. How can I help you today?" ผมว่าไปตามคำทักทายภาษาปะกิดที่เป็นทางการจนน่าหมั่นไส้ สำเนียงก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่แต่พอฟังออกล่ะนะ เฮ้อ

ทันใดนั้น สามีชาวอาหรับก็ยิ้มทักทายกลับ

"ซาลามาเลกุม ดร๊อกทร่ะ !#$%$#$#%$$#%$#%$#%$#%#....." (ที่เหลือจำไม่ได้)

เฮ้ย...

ผมชะงักกลางอากาศขณะที่ตาสามีแขกขาวก็ยังโบ้ยไม้โบ้ยมือเล่าต่อไม่หยุด มือพลางเอื้อมเข้าไปหยิบบัตรกระดาษขนาด B3 ออกมาให้ผมอ่าน

ในนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใจความว่า

-----

นาง Axxxxx Jxxxx Hxxxxx ผู้ลี้ภัยชาวอิรัก พักอยู่ที่บ้านผู้ลี้ภัยหมายเลข...

------

วายป่วงแล้วเว้ย... ผมคิด

"ajskfsamdagakg'd'g'sd ! บลาๆๆๆๆๆ....." (เง้อ... ก็จำไม่ได้จริงๆนี่ว่าพูดอะไรไปบ้าง T-T )

ดูเหมือนตาสามีจะอ่านสีหน้าไม่เข้าใจสุดจิตของผมออก จึงล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา กดเบอร์..

แล้วเขาก็ยื่นโทรศัพท์มือถือที่ต่อสายแล้วให้ผม... โอ้จอร์จบุชช่วย ผมคว้าโทรศัพท์นั่นมาทันทีแล้วเอามาแนบหู...

ต่อจากนี้เป็นภาษาปะกิดสำเนียงไทย - อารบิก ที่ถ้าคุณไปอยู่ในเหตุการณ์คงจะปวดหัวตายก่อนจบบทสนทนา ถ้าขี้เกียจอ่านก็ข้ามไปเลย แต่ถ้าอ่านแล้วก็คงได้รู้ถึงอารมณ์ผมนอนนั้นสินะครับ

"นายหมอเหรอนาย? จ๋านเปนเพื่อนของผู้ชายเจ้าของตอระสัพเอง เมียของเพื่อนจ๋านไม่สบายจะตายแล้วร่ะเน้อ นายหมอจ้วยเพื่อจ๋านทีนะนาย"

เสียงนั่นเปล่งมาจากปลายสาย สัญญาณเตือนภัยในหัวผมดังลั่นขึ้นในหัว...

"อ่า... ครับ ผมเป็นหมอของสองคนนี้เอง คุณช่วยพูดช้าๆกว่านี้ได้มั้ย ผมไม่ไ้ด้ยินประโยคสุดท้ายของคุณเลย... ช่วยพูดอีกครั้งด้วยครับ ช้าๆ นะครับ นะครับ"

"คืองี้นะนาย เมียของเพื่อนจ๋านวันนี้จู่ๆก็โล้มพราดลงไปกับพรื้นบ้าน...บลาๆๆๆ"

พอว่างั้นตาสามีก็โบ้ยมือทำท่าประมาณ โอ่ ใช่ เมียฉันล้ม อย่างนี้นะ อย่างนี้นะ เมียแกก็พยักหน้าเบ้ อือๆ ฉันล้ม ฉันล้ม แล้วลูกสาวก็เริ่มวิ่งไปทางซ้ายของผม

"เดี๋ยวๆ อ่า ล้มเหรอครับ ล้มแล้วสลบมั้ยครับ พูดช้าๆหน่อยครับ"

ผมพยายามสื่อภาษาให้ชัดที่สุด แต่ดูท่าทางตาคนที่อยู่ปลายสายจะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงไทยผมไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่

"นายว่างายนาจ๊ะ? ช่างเถ้อ ต่อๆ เมียเพื่อนจ๋านโล้มจิ้มหน้ากับปื้นบ้านแล้วนิ่งไป 3 นาตีก็ไม่รู้ตรัว เพื่อนจ๋านเอาน้ำเยร็นสาดไปถึงตรื่นขึ้นมาแล้วมันก็ปรวดตร๊องงง เลยจ๊ะนาย"

นายแขกคนนั้นพูดรัวเร็วต่อไม่หยุดเหมือนกับรถเมล์สาย 8 ขณะกำลังวิ่งทำเวลากลับป้าย ตาสามีก็เริ่มทำท่าประพรมน้ำลูบบนหน้าภรรยา แพรด...แพรด...อย่างกับเห็นภาพจากเหตุการณ์จริง ยัยลูกสาวเริ่มวิ่งอ้อมไปทางขวาของผม

"ว่าไงนะครับ พูดใหม่ซิ? น้ำเย็น? ปวดอะไรนะ? ท้อง?"

ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาในใจผมอย่างต่อเนื่อง... เจ้าหน้าที่คนไทยรายอื่นรอบตัวผมเริ่มเลื่อนตัวห่างออกไปทีละน้อยๆทันทีที่ผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหา...

"ปวดตร๊องแล้วเมียเพื่อนจ๋านกลัวจะเปนมะเร็ง หมอจ้วยส่องกล้องเข้ารำไส้หญ่ายมานได้มั๋ยจ๊า อีนี่สู้ค่าร๊ากษาดั้ยเต็มตรีนเลยเน้อ"

แล้วเมียแกก็บีบบั้นเอวซ้าย ร้องบอกเป็นภาษาอารบิกที่น่าจะหมายถึงปวดๆอะไรมั้ง สามีก็ทำหน้ากังวลหันมาพยักหน้ากับผมแล้วพูด "ครั่นเส่อร์ ครั่นเส่อร์..." ส่วนแม่ลูกสาวก็วิ่งจะขึ้นหัวผมแล้ว

"หา? แคนเซอร์? มะเร็ง? ใหญ่? ไส้? กล้อง? หยังก่อ? พูดอีกทีสิคร๊าบบบบบ ฮือๆๆๆๆ" ต่อมน้ำตาผมทะลักในใจ

--การสนทนาดำเนินวนเวียนเช่นนี้ไป 1 ชมกับอีก 20 นาทีเศษ--

ถ้าคุณได้เห็นสภาพของผมหลังจากนั้นคงพบได้ว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตนเป็นซอมบี้ได้ภายใน 1 ชม. เศษ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย! หลังจากผมได้ซักประวัติการป่วย และตรวจร่างกายไปอย่างเชื่องช้าและทุลักทุเลด้วยต้องโยนโทรศัพท์ไปมาระหว่างผมและผู้ป่วยแขกขาวคนนี้ ยิ่งถูไถแถกปลาไหลไปเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งพบกับความปวดกบาลจนอย่างกระแทกศีรษะเข้ากับผนังปูนตราเสือเสียเหลือเกิน...

ด้วยประวัติอาการของหญิงชาวอิรักรายนี้ช่างมากมายกว้างขวางไม่อาจจำเพาะเป็นกลุ่มโรคได้ (multiple complaint)และจากการตรวจร่างกายก็ยังดูเกือบปกติ ผู้ป่วยมีอาการกดเจ็บบริเวณใต้ลิ้นปี่เล็กน้อยไม่เข้ากับโรคอันตรายใดๆทั้งนั้น กระทั่งการเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะก็ยังไม่พบความผิดปกติใดๆเลย ขมับทั้งสองข้างของผมเริ่มปวดร้าวเหมือนมีใครเอาขวดเบียร์มาตีทีละ 2 ขวด ในความสิ้นหวังนั้น ผมก้มหน้าลงเพียงเพื่อพบว่า แฟ้มเวชระเบียน(ที่บันทึกประวัติอาการป่วยทั้งหมดของผู้ป่วยที่เคนได้ทำการรักษามาในรพ.แห่งนี้)มีความหนาประมาณ 20 หน้ากระดาษ...

ผมรีบเปิดไปหน้าก่อนหน้านั้นทันที... จากการใช้เวลาreview ประมาณ 5 นาที

ผมก็ได้ข้อสรุปสำหรับ ผู้ป่วยรายนี้...

เธอคนนี้เคยไปทำการตรวจร่างกาย และรับการรักษามาแล้วหลายรพ. เคยถูกทำการตรวจเพื่อมองหาอาการป่วยตั้งแต่หัวจรดเท้า เคยถูกทำการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการและผ่านกระบวนการมากมายหลากหลาย... ทุกอย่างปกติ ... เธอทำการ Shopping ต่อไปจนกระทั่งมาถึงรพ.ที่ผมอยู่... และเคยได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งมาแล้ว... และอาจารย์ท่านก็ให้คำวินิจฉัยไว้เป็นกลุ่มคำสั้นๆ...ว่า...

Diagnosis : Somatoform Disoder

แล้วมันคืออะไรฟะ! คุณอาจถาม...

Somatoform Disorder : คือกลุ่มอาการไม่สบายทางร่างกายอันเกิดขึ้นจากผลของจิตใจ ที่มักมาจากความเครียด ความไม่มีความสุข ความกังวล ความโศกเศร้า การปรับตัวเข้ากับสภาพไม่พึงใจรอบตัวไม่ได้และอารมณ์ทางลบต่างๆ อนึ่งอาการไม่สบายทางร่างกายที่ผู้ป่วยมี อาจสามารถตรวจพบเป็นความผิดปกติทางกายภาพได้(ไม่ได้แกล้งทำ)รักษาได้ด้วยการ Psychotherapy (จิตบำบัด), ให้ยาคลายกังวล,และบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางร่างกายด้วยยาเป็นอาการๆไป

(อนึ่ง จิตบำบัด มีหลายวิธีการ แต่ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้การพูดคุยเพื่อสอบถามปัญหาและช่วยผู้ป่วยแก้ไขปมในจิตใจเป็นหลัก)

ผมบันทึกการซักประวัติ ตรวจร่างกาย สั่งยา และปิดแฟ้มภายใน 10 นาทีต่อมา

โอ้ จอร์จบุช ช่วย...

...................................

เรื่องทั้งหมด จบลงที่ผมล้มตัวลงนอนปวดกบาลในห้องพัก ยา para 2 เม็ดที่ซัดเข้าไปไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นักสำหรับการปวดหัวกรณีนี้ ผมรู้ดีว่าผมควรหลับพักผ่อนได้แล้ว...

ก่อนจะหลุดสู่ภวังค์ ผมหวนนึกถึงสิ่งที่ผมทำตลอดวันนี้...

.................................

ด้วยความยากลำบาก ผมอธิบายสาเหตุของอาการทั้งหมดให้สามีภรรยาคู่นี้ โดยผ่านทางเพื่อนของพวกเขาอีกครั้ง โดยมีเด็กน้อยวิ่งไปวิ่งมาเป็นแบ็คกราวน์

"เพราะไม่มีความสุข?" อ่านะ...ผมเดาว่า คุณสามีสุดที่รักคงกำลังพูดทวนคำที่เพื่อนสุดที่เลิฟได้แจ้งกับตัวเขา ดวงตาสีเขียวของทั้งคู่สามีภรรยาจ้องตรงมาทางตัวผม

ผมพยักหน้าให้เขา ส่งสายตาว่า "จริงๆเฟ้ย (อย่างน้อยก็ตอนนี้น่ะ)"

แล้วคุณสามีก็ตบมือตัวเองดังเพียะ...ทำหน้าเบื่อๆใส่ภรรยาที่ยังทำหน้ามุ่ยอยู่ต่อไป แล้วเดินออกไปจ่ายค่ายา ภรรยาเธอเดินตามออกไป ส่วนลูกสาวก็วิ่งวนรอบหน่วยตรวจโรคอีกรอบ ก่อนจ้ำอ้าวออกไปนอกประตู

ก่อนไปผมเดินไปบอกเขาผ่านเพื่อนว่า

"กรุณาทำให้เธอมีความสุข และกินยาให้ครบ ถ้ายังไม่หาย ให้ติดต่อที่นี่นะครับ"

ผมยื่นกระดาษโน๊ตใส่มือเขา...

แม้จะรู้สึกผิด ที่ได้แนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษายังอีกรพ.หนึ่ง ซึ่งดูเผินๆ ก็เหมือนเป็นการผลักภาระให้คนอื่นๆต้องรับผิดชอบแทนผม และอาจจะเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องสูญค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมแต่ผมก็เห็นว่ามันเหมาะที่สุดแล้ว

ครับ ผมเขียนเบอร์โทรและที่อยู่ของรพ.เอกชนแห่งหนึ่งให้พวกเขาไปแล้ว = =;

(ครั้งล่าสุดที่โทรไปเช็ค รพ.เอกชนแห่งนั้นมีล่าม 10 ภาษาใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งภาษาฮินดี และภาษาอารบิกต้วยเน้อ = =;;;;)

2007/Feb/25

ผมเป็นคนที่ชอบลืมชื่อ, ลืมหน้าคน หรือลืมทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

ถึงเป็นมนุษย์หน้าไหน ถ้าไม่เคยเจอกันหรือไม่เคยคุยกันเกิน 3 ครั้งแล้วล่ะก็ เจอกันครั้งหน้า เขาหรือเธอคนนั้นก็ยังเป็นคนที่ผมไม่รู้จักอยู่ดี

มีหลายครั้งมากที่ผมถูกทักโดยคนที่ผมคิดว่าไม่รู้จัก บางทีก็ถูกทักโดยคนที่คุ้นหน้าแต่นึกชื่อไม่ออก

หลายๆครั้งที่คุยกันกับคนอื่นเป็นตุเป็นตะ ด้วยอารมณ์สนุกสนานจริงๆ และผมก็มีความรู้สึกคุ้นเคยกับคนๆนั้นด้วยแต่พอมีคนถามว่า ไอ้คนที่เราคุยด้วยมันชื่ออะไร ผมก็ได้แต่ส่ายหน้า

แรกๆคิดแค่ว่าไม่เป็นไรมั้ง

แต่พอได้รู้ตัวเองว่า ดันไปลืมหน้าคนที่เคยช่วยเราทำอะไรต่อมิอะไรไว้ คนที่สัญญากับตัวเองไว้ว่าจะจำหน้าจำชื่อให้ได้ตลอดชีวิต ผมก็ยังลืม (ถึงจะจำได้ว่ามีคนเคยช่วยเราไว้ก็เถอะนะ...)

หลังๆ เลยเริ่มเบื่อตัวเองขึ้นมา เซ็งตัวเอง

มีคนเป็นเหมือนผมบ้างหรือเปล่าเนี่ย?

2007/Feb/24

ผมกลับไปเยี่ยมบ้านมาครับในวันตรุษจีนที่ผ่านมา

เปล่าหรอกครับ บ้านผมไม่ได้อยู่ยะลา ผมเกิดในอ.หาดใหญ่ อำเภอเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเคยได้ยินชื่อนี้อย่างน้อยสักครั้งหนึ่ง ใช่ครับ อำเภอที่เคยเกิดน้ำท่วมเมื่อหลายปีก่อน และมีข่าวระเบิดสนามบินเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั่นแหละ

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับยะลาล่ะ? ก็นะ...เรื่องมันเริ่มที่ว่า

จู่ๆพ่อแก่ของผม(ที่ไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่ในระยะหลัง) ก็มาพูดกับผมว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาท่านได้รู้จักและสนิทกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง แล้วอยากให้ผมเจอไปพบด้วยเพื่อที่จะไปฟังคำแนะนำศึกษาต่อต่างประเทศ ท่านถามผมว่า

"จะไปด้วยกันมั้ย?"

ผมตอบตกลง ในเวลานั้นผมยังไม่รู้ว่าเราจะไปที่ไหนกัน

มารู้ตัวเอาก็เมื่อผมนั่งอยู่ในรถพ่อแกเรียบร้อยแล้ว เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยยังไม่เสร็จดี ท่านก็ยื่นถุงผ้าสีดำขนาดใหญ่ให้ผม

"นี่อะไรพ่อ?" ผมถาม มือข้างนึงเลื่อนไปเปิดซิบดูของข้างใน

"เสื้อเกราะ" พ่อผมตอบหน้าตาเฉย

ผมปล่อยถุงผ้านั่นแทบไม่ทันเลยครับ

"เราจะไปไหนกันน่ะพ่อ?" อยากรู้จริงว่าตอนนั้นหน้าผมเป็นแบบไหน

"ยะลาไง" พ่อตอบ

"ยะลา??" ผมถามย้ำ พ่อแก่ท่านไม่ตอบคำ ท่านหันไปที่เบาะหลัง มือเอื้อมไปหยิบถุงหนังทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาวประมาณเมตรกว่าๆ นี่คงไม่ใช่...

"เคยยิงปืนลูกซองมั้ย?"

ชิบหายแล้วตู... ผมคิดในใจ ปลย.11 น่ะโอเค เคยเรียนรด.มาน่าจะจำได้ แต่ไอ้ลูกซองจะเคยยิงก็แต่ใน counter strike นี่แหละวะ... นี่กะเซอร์ไพรส์ผมเหรอพ่อ?!? เวอร์ไปเปล่าเนี่ย?

ท่านเสียเวลาประมาณ 15 นาที สอนผมโหลดกระสุนปืนลูกซองระบบออร์โตเมติก (ใครเล่น Counter คงจำได้ ไอ้เจ้า 2-2 นั่นแหละครับ)สอนปลดห้ามไก สอนท่ายิงที่เหมาะสม แล้วเราก็ออกเดินทางไปสู่ยะลาอย่างงงๆ ปนระทึก

เราไม่ได้ใส่ชุดเกราะ ถือปืนตลอดทางหรอกครับ เราแค่นั่งรถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทางหลวงนำพวกเราไปถึงชายของจังหวัดยะลานั่นแหละ เราถึงได้เริ่มใส่เสื้อเกราะกัน พอใส่เรียบร้อยแล้ว พ่อผมท่านก็ยื่นปืนลูกซองให้ผม

ผมก้มลงไปเช็คห้ามไก โอเค มันอยู่ในตำแหน่งปลอดภัย ดันให้ขึ้นสีแดงให้ยิงใช่มั้ยพ่อ อืม...โอเค...

"มองทางดีๆนะ" พ่อชี้ "ถ้าลูกขับมาแถวนี้ อย่าเบี่ยงรถไปข้างทางนะลูก บางทีเขาเก็บเรือใบไม่หมด พ่อเคยยางแตกมาทีนึงแล้วกับเรือใบที่อยู่ข้างทางนั่นแหละ"

ผมกำด้ามปืนไว้แน่น มือเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่ออุ่นๆ สายตาของผมสอดส่ายไปมาทั้งสองข้างทางเหมือนคนวิตกจริต ทั้งกระจกข้าง ทั้งทางแยกข้างหน้า คิดไปในใจว่า เฮ้ย ถ้ามีเรื่องจริงๆตูจะไปสู้รบปรบมือกับเขาได้เรอะ ทางนั้นมัน M-16นี่เท่าที่จำได้ มันมิส่องเราจากระยะไกลไปก่อนแล้วเหรอ? โอ้ย...ตาย

ท่านคงจะสังเกตเห็น เลยเตือนแค่ว่า

"ไม่ต้องเครียดมากหรอกน่า"

จะไม่เครียดได้ไงกันล่ะคร๊าบบบบ...


ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

จนจบวันนั้นผมได้เดินทางไปกลับหาดใหญ่ - ยะลา - หาดใหญ่ ด้วยใจระทึก นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้จับปืนในที่แบบนั้น ได้อยู่ในความคิดเครียดๆแบบนั้นเป็นครั้งแรก (บางที อาจเป็นเพราะโดนให้ถือปืนก็เลยเข้าใจสถานการณ์คลาดเคลื่อน มองโลกในแง่ร้ายกว่าเดิม)

แต่ความเครียดที่ผมพบคงเป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋วเมื่อเทียบกับทหารและตำรวจทุกท่านที่ทำงานต้านโจรใต้อยู่ในพื้นที่ จากเรื่องนี้ ความรู้สึกชื่นชมท่านเหล่านั้นในใจของผมก็เพิ่มขึ้นมาก คงเป็นเรื่องลำบากมากที่ต้องมีความตึงเครียดแบบนี้เกิดขึ้นในใจตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้

....

ยังมีเรื่องที่ผมสงสัย

จากสถานการณ์ที่ดูสงบที่ผมได้ไปพบมาในตัวเมือง ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความจริงแล้วพ่อแก่ท่านโอเวอร์เอง หรือแค่อยากจะเห็นหน้าเหวอๆของผม หรือท่านเอาจริงกันแน่ ถึงได้ส่งปืนของท่านมาให้ผม

ผมลองถามแม่ ท่านบอกว่า "พ่อเขาหิ้วปืนไปทุกครั้งที่เข้ายะลานั่นแหละลูก" เมื่อบวกเข้ากับเช้าวันรุ่งขึ้นที่มีข่าวระเบิด 24 จุดทั่วยะลา...

เฉียดไปแค่ไม่กี่ชม. หน้าซีดเลยครับ... โอเค ผมไม่ถามต่อล่ะ....

....

ของแถม

ไอ้เจ้า 2-2 ที่ว่ามันประมาณนี้แหละครับ

มารู้ทีหลังว่าชื่อ Benelli M4 c' skeletonize stock (ซื้อมาใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย)

สุดท้ายก็ไม่ได้ยิง (ซึ่งนั่นมันดีที่สุดเลยครับ!!! ToT)