เดือนที่แล้ว ผมเวียนตารางการทำงานผ่านแผนกห้องฉุกเฉินของรพ.แห่งหนึ่ง
ครับ หน้าที่ของผมในตอนนั้นคือนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดประจำห้องตรวจโรค ซึ่งต้องรับผู้ป่วยมากหน้าหลายตา เพื่อที่จะสอบถามประวัติอาการเจ็บป่วย ตรวจร่างกาย ทำการวินิจฉัย และสั่งการรักษาจ่ายยาหรือจับผู้ป่วยขึ้นนอนรพ.เพื่อรักษาต่อไป
แล้วมันน่าสนใจตรงไหนฟะ? (ถามตัวเอง)
คืองี้ครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า
ประมาณ 2 ทุ่มเศษของคืนฝนพรำวันหนึ่ง ขณะที่ผมว่างจากการตรวจคนไข้นั่งสูดอากาศให้เปลืองไปเปล่าๆนั้น มีเสียงของพยาบาลห้องตรวจนางหนึ่งดังขึ้นข้างหูผม
"น้องExt.(Extern) น้องพอจะไปสปีคๆกับคุณข้างนอกเขาหน่อยได้มั้ย?"
ผมหันไปมองคุณพี่พยาบาล แล้วหันตามทิศทางการบุ้ยปากของเธอไปทางประตูหน้าห้องฉุกเฉิน
ที่นั่นมีคู่สามีภรรยา + บุตรสาววัยกำลังโต หน้าตาออกแขกๆเหมือนแขกขาวทางตะวันออกกลางมากกว่าแขกอินเดียที่เห็นกันบ่อยๆ ฝ่ายสามีกำลังปลอบภรรยาที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่โดยมีเด็กน้อยวิ่งไปวิ่งมาไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
อืม...ผมคิดในใจไม่น่าจะยากอะไรมั้ง คุยเป็นภาษาปะกิดไปก็ไม่น่าจะมีปัญหา เอาวะ...
"ให้เข้ามาทางนี้เลยครับ" ผมร้องตอบออกไป...
แล้วสามีแขกขาวก็กึ่งจูงกึ่งลากภรรยาเข้ามา อายุของทั้งคู่ราวๆ 30ปลายๆส่วนลูกสาวเธอก็วิ่งตามเข้ามาอย่างกระตือรือร้น
"Good Evening, Mister. How can I help you today?" ผมว่าไปตามคำทักทายภาษาปะกิดที่เป็นทางการจนน่าหมั่นไส้ สำเนียงก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่แต่พอฟังออกล่ะนะ เฮ้อ
ทันใดนั้น สามีชาวอาหรับก็ยิ้มทักทายกลับ
"ซาลามาเลกุม ดร๊อกทร่ะ !#$%$#$#%$$#%$#%$#%$#%#....." (ที่เหลือจำไม่ได้)
เฮ้ย...
ผมชะงักกลางอากาศขณะที่ตาสามีแขกขาวก็ยังโบ้ยไม้โบ้ยมือเล่าต่อไม่หยุด มือพลางเอื้อมเข้าไปหยิบบัตรกระดาษขนาด B3 ออกมาให้ผมอ่าน
ในนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใจความว่า
-----
นาง Axxxxx Jxxxx Hxxxxx ผู้ลี้ภัยชาวอิรัก พักอยู่ที่บ้านผู้ลี้ภัยหมายเลข...
------
วายป่วงแล้วเว้ย... ผมคิด
"ajskfsamdagakg'd'g'sd ! บลาๆๆๆๆๆ....." (เง้อ... ก็จำไม่ได้จริงๆนี่ว่าพูดอะไรไปบ้าง T-T )
ดูเหมือนตาสามีจะอ่านสีหน้าไม่เข้าใจสุดจิตของผมออก จึงล้วงเอาโทรศัพท์ออกมา กดเบอร์..
แล้วเขาก็ยื่นโทรศัพท์มือถือที่ต่อสายแล้วให้ผม... โอ้จอร์จบุชช่วย ผมคว้าโทรศัพท์นั่นมาทันทีแล้วเอามาแนบหู...
ต่อจากนี้เป็นภาษาปะกิดสำเนียงไทย - อารบิก ที่ถ้าคุณไปอยู่ในเหตุการณ์คงจะปวดหัวตายก่อนจบบทสนทนา ถ้าขี้เกียจอ่านก็ข้ามไปเลย แต่ถ้าอ่านแล้วก็คงได้รู้ถึงอารมณ์ผมนอนนั้นสินะครับ
"นายหมอเหรอนาย? จ๋านเปนเพื่อนของผู้ชายเจ้าของตอระสัพเอง เมียของเพื่อนจ๋านไม่สบายจะตายแล้วร่ะเน้อ นายหมอจ้วยเพื่อจ๋านทีนะนาย"
เสียงนั่นเปล่งมาจากปลายสาย สัญญาณเตือนภัยในหัวผมดังลั่นขึ้นในหัว...
"อ่า... ครับ ผมเป็นหมอของสองคนนี้เอง คุณช่วยพูดช้าๆกว่านี้ได้มั้ย ผมไม่ไ้ด้ยินประโยคสุดท้ายของคุณเลย... ช่วยพูดอีกครั้งด้วยครับ ช้าๆ นะครับ นะครับ"
"คืองี้นะนาย เมียของเพื่อนจ๋านวันนี้จู่ๆก็โล้มพราดลงไปกับพรื้นบ้าน...บลาๆๆๆ"
พอว่างั้นตาสามีก็โบ้ยมือทำท่าประมาณ โอ่ ใช่ เมียฉันล้ม อย่างนี้นะ อย่างนี้นะ เมียแกก็พยักหน้าเบ้ อือๆ ฉันล้ม ฉันล้ม แล้วลูกสาวก็เริ่มวิ่งไปทางซ้ายของผม
"เดี๋ยวๆ อ่า ล้มเหรอครับ ล้มแล้วสลบมั้ยครับ พูดช้าๆหน่อยครับ"
ผมพยายามสื่อภาษาให้ชัดที่สุด แต่ดูท่าทางตาคนที่อยู่ปลายสายจะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงไทยผมไม่ค่อยออกสักเท่าไหร่
"นายว่างายนาจ๊ะ? ช่างเถ้อ ต่อๆ เมียเพื่อนจ๋านโล้มจิ้มหน้ากับปื้นบ้านแล้วนิ่งไป 3 นาตีก็ไม่รู้ตรัว เพื่อนจ๋านเอาน้ำเยร็นสาดไปถึงตรื่นขึ้นมาแล้วมันก็ปรวดตร๊องงง เลยจ๊ะนาย"
นายแขกคนนั้นพูดรัวเร็วต่อไม่หยุดเหมือนกับรถเมล์สาย 8 ขณะกำลังวิ่งทำเวลากลับป้าย ตาสามีก็เริ่มทำท่าประพรมน้ำลูบบนหน้าภรรยา แพรด...แพรด...อย่างกับเห็นภาพจากเหตุการณ์จริง ยัยลูกสาวเริ่มวิ่งอ้อมไปทางขวาของผม
"ว่าไงนะครับ พูดใหม่ซิ? น้ำเย็น? ปวดอะไรนะ? ท้อง?"
ความสิ้นหวังถาโถมเข้ามาในใจผมอย่างต่อเนื่อง... เจ้าหน้าที่คนไทยรายอื่นรอบตัวผมเริ่มเลื่อนตัวห่างออกไปทีละน้อยๆทันทีที่ผมส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปหา...
"ปวดตร๊องแล้วเมียเพื่อนจ๋านกลัวจะเปนมะเร็ง หมอจ้วยส่องกล้องเข้ารำไส้หญ่ายมานได้มั๋ยจ๊า อีนี่สู้ค่าร๊ากษาดั้ยเต็มตรีนเลยเน้อ"
แล้วเมียแกก็บีบบั้นเอวซ้าย ร้องบอกเป็นภาษาอารบิกที่น่าจะหมายถึงปวดๆอะไรมั้ง สามีก็ทำหน้ากังวลหันมาพยักหน้ากับผมแล้วพูด "ครั่นเส่อร์ ครั่นเส่อร์..." ส่วนแม่ลูกสาวก็วิ่งจะขึ้นหัวผมแล้ว
"หา? แคนเซอร์? มะเร็ง? ใหญ่? ไส้? กล้อง? หยังก่อ? พูดอีกทีสิคร๊าบบบบบ ฮือๆๆๆๆ" ต่อมน้ำตาผมทะลักในใจ
--การสนทนาดำเนินวนเวียนเช่นนี้ไป 1 ชมกับอีก 20 นาทีเศษ--
ถ้าคุณได้เห็นสภาพของผมหลังจากนั้นคงพบได้ว่า มนุษย์คนหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงตนเป็นซอมบี้ได้ภายใน 1 ชม. เศษ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย! หลังจากผมได้ซักประวัติการป่วย และตรวจร่างกายไปอย่างเชื่องช้าและทุลักทุเลด้วยต้องโยนโทรศัพท์ไปมาระหว่างผมและผู้ป่วยแขกขาวคนนี้ ยิ่งถูไถแถกปลาไหลไปเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งพบกับความปวดกบาลจนอย่างกระแทกศีรษะเข้ากับผนังปูนตราเสือเสียเหลือเกิน...
ด้วยประวัติอาการของหญิงชาวอิรักรายนี้ช่างมากมายกว้างขวางไม่อาจจำเพาะเป็นกลุ่มโรคได้ (multiple complaint)และจากการตรวจร่างกายก็ยังดูเกือบปกติ ผู้ป่วยมีอาการกดเจ็บบริเวณใต้ลิ้นปี่เล็กน้อยไม่เข้ากับโรคอันตรายใดๆทั้งนั้น กระทั่งการเจาะเลือดหรือตรวจปัสสาวะก็ยังไม่พบความผิดปกติใดๆเลย ขมับทั้งสองข้างของผมเริ่มปวดร้าวเหมือนมีใครเอาขวดเบียร์มาตีทีละ 2 ขวด ในความสิ้นหวังนั้น ผมก้มหน้าลงเพียงเพื่อพบว่า แฟ้มเวชระเบียน(ที่บันทึกประวัติอาการป่วยทั้งหมดของผู้ป่วยที่เคนได้ทำการรักษามาในรพ.แห่งนี้)มีความหนาประมาณ 20 หน้ากระดาษ...
ผมรีบเปิดไปหน้าก่อนหน้านั้นทันที... จากการใช้เวลาreview ประมาณ 5 นาที
ผมก็ได้ข้อสรุปสำหรับ ผู้ป่วยรายนี้...
เธอคนนี้เคยไปทำการตรวจร่างกาย และรับการรักษามาแล้วหลายรพ. เคยถูกทำการตรวจเพื่อมองหาอาการป่วยตั้งแต่หัวจรดเท้า เคยถูกทำการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการและผ่านกระบวนการมากมายหลากหลาย... ทุกอย่างปกติ ... เธอทำการ Shopping ต่อไปจนกระทั่งมาถึงรพ.ที่ผมอยู่... และเคยได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งมาแล้ว... และอาจารย์ท่านก็ให้คำวินิจฉัยไว้เป็นกลุ่มคำสั้นๆ...ว่า...
Diagnosis : Somatoform Disoder
แล้วมันคืออะไรฟะ! คุณอาจถาม...
Somatoform Disorder : คือกลุ่มอาการไม่สบายทางร่างกายอันเกิดขึ้นจากผลของจิตใจ ที่มักมาจากความเครียด ความไม่มีความสุข ความกังวล ความโศกเศร้า การปรับตัวเข้ากับสภาพไม่พึงใจรอบตัวไม่ได้และอารมณ์ทางลบต่างๆ อนึ่งอาการไม่สบายทางร่างกายที่ผู้ป่วยมี อาจสามารถตรวจพบเป็นความผิดปกติทางกายภาพได้(ไม่ได้แกล้งทำ)รักษาได้ด้วยการ Psychotherapy (จิตบำบัด), ให้ยาคลายกังวล,และบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางร่างกายด้วยยาเป็นอาการๆไป
(อนึ่ง จิตบำบัด มีหลายวิธีการ แต่ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้การพูดคุยเพื่อสอบถามปัญหาและช่วยผู้ป่วยแก้ไขปมในจิตใจเป็นหลัก)
ผมบันทึกการซักประวัติ ตรวจร่างกาย สั่งยา และปิดแฟ้มภายใน 10 นาทีต่อมา
โอ้ จอร์จบุช ช่วย...
...................................
เรื่องทั้งหมด จบลงที่ผมล้มตัวลงนอนปวดกบาลในห้องพัก ยา para 2 เม็ดที่ซัดเข้าไปไม่ช่วยอะไรเท่าไหร่นักสำหรับการปวดหัวกรณีนี้ ผมรู้ดีว่าผมควรหลับพักผ่อนได้แล้ว...
ก่อนจะหลุดสู่ภวังค์ ผมหวนนึกถึงสิ่งที่ผมทำตลอดวันนี้...
.................................
ด้วยความยากลำบาก ผมอธิบายสาเหตุของอาการทั้งหมดให้สามีภรรยาคู่นี้ โดยผ่านทางเพื่อนของพวกเขาอีกครั้ง โดยมีเด็กน้อยวิ่งไปวิ่งมาเป็นแบ็คกราวน์
"เพราะไม่มีความสุข?" อ่านะ...ผมเดาว่า คุณสามีสุดที่รักคงกำลังพูดทวนคำที่เพื่อนสุดที่เลิฟได้แจ้งกับตัวเขา ดวงตาสีเขียวของทั้งคู่สามีภรรยาจ้องตรงมาทางตัวผม
ผมพยักหน้าให้เขา ส่งสายตาว่า "จริงๆเฟ้ย (อย่างน้อยก็ตอนนี้น่ะ)"
แล้วคุณสามีก็ตบมือตัวเองดังเพียะ...ทำหน้าเบื่อๆใส่ภรรยาที่ยังทำหน้ามุ่ยอยู่ต่อไป แล้วเดินออกไปจ่ายค่ายา ภรรยาเธอเดินตามออกไป ส่วนลูกสาวก็วิ่งวนรอบหน่วยตรวจโรคอีกรอบ ก่อนจ้ำอ้าวออกไปนอกประตู
ก่อนไปผมเดินไปบอกเขาผ่านเพื่อนว่า
"กรุณาทำให้เธอมีความสุข และกินยาให้ครบ ถ้ายังไม่หาย ให้ติดต่อที่นี่นะครับ"
ผมยื่นกระดาษโน๊ตใส่มือเขา...
แม้จะรู้สึกผิด ที่ได้แนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษายังอีกรพ.หนึ่ง ซึ่งดูเผินๆ ก็เหมือนเป็นการผลักภาระให้คนอื่นๆต้องรับผิดชอบแทนผม และอาจจะเป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องสูญค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิมแต่ผมก็เห็นว่ามันเหมาะที่สุดแล้ว
ครับ ผมเขียนเบอร์โทรและที่อยู่ของรพ.เอกชนแห่งหนึ่งให้พวกเขาไปแล้ว = =;
(ครั้งล่าสุดที่โทรไปเช็ค รพ.เอกชนแห่งนั้นมีล่าม 10 ภาษาใหญ่ทั่วโลก รวมทั้งภาษาฮินดี และภาษาอารบิกต้วยเน้อ = =;;;;)
